วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555
ความรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรม
ความรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรม
สำหรับหัวข้อการเขียนผังงานโปรแกรมจะประกอบด้วยเนื้อหาที่สำคัญดังนี้คือ ความหมายของผังงาน ประเภทของผังงาน สัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม หลักการเขียนผังงานโปรแกรม และขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1.1.2.1 ความหมายของผังงาน
“ผังงาน” (flowchart) ทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง แผนภาพที่เขียนขึ้นโดยใช้สัญลักษณ์มาตรฐาน เพื่อแสดงขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม หรือระบบงานที่ต้องการ
1.1.2.2 ประเภทของผังงาน
ผังงานสามารถจำแนกออกได้ 2 ประเภท คือ
1) ผังงานระบบ (system flowchart) หมายถึง ผังงานที่แสดงถึงขั้นตอนวิธีการทำงานของระบบงานใดระบบหนึ่ง ซึ่งในผังงานระบบจะแสดงให้เห็นถึงสื่อที่ใช้รับข้อมูล บันทึกข้อมูล วิธีการประมวลผล ขั้นตอนการทำงานและความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในระบบงานอย่างกว้าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบงานใดระบบงานหนึ่ง เช่น
1.2.1.3 สัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม
สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (American National Standard Institute) และองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization) ได้ร่วมกันกำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม
โดยในเอกสารเล่มนี้จะนำเสนอสัญลักษณ์ที่นิยมนำมาใช้เขียนผังงานโปรแกรม ดังต่อไปนี้
1. สัญลักษณ์ Process
ความหมายของ Process คือ การกำหนดค่าหรือการคำนวณค่า
ตัวอย่างที่ 1.3 แสดงการกำหนดค่าให้ตัวแปร Total
ตัวอย่างที่ 1.4 แสดงการคำนวณค่าผลรวมของตัวแปร Total

2. สัญลักษณ์ Decision
ความหมายของ Decision คือ การทดสอบเงื่อนไขหรือเปรียบเทียบเงื่อนไข เพื่อตัดสินใจทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ
ตัวอย่างที่ 1.5 แสดงการเปรียบเทียบเงื่อนไข 1 ทางเลือก

ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การเริ่มต้นโปรแกรม หรือการสิ้นสุดการทำงานของโปรแกรม หรือหยุดการทำงานชั่วคราว
ตัวอย่างที่ 1.7 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Start/ Stop program หรือ Terminal Interrupt
4. สัญลักษณ์ Input / Output
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การรับข้อมูล (input) หรือการแสดงผลลัพธ์ (output) โดยไม่ได้ระบุสื่อที่ใช้
ตัวอย่างที่ 1.8 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Input/ Output

5. สัญลักษณ์ Display
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การแสดงผลลัพธ์ทางจอภาพ
ตัวอย่างที่ 1.9 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ display
6. สัญลักษณ์ Document

ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การพิมพ์ผลลัพธ์ออกทางกระดาษพิมพ์
ตัวอย่างที่ 1.10 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Document
7. สัญลักษณ์ Manual Input
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การรับข้อมูลหรือคำสั่งผ่านทางคีย์บอร์ด
ตัวอย่างที่ 1.11 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Manual Input
8. สัญลักษณ์ Manual Operation
ความหมายของสัญลักษณ์คือการรับข้อมูลหรือแสดงผลลัพธ์โดยไม่ระบุสื่อ
ตัวอย่างที่ 1.12 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Manual Operation

9. สัญลักษณ์ Connector

ตัวอย่างที่ 1.13 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Connector
10. สัญลักษณ์ Off page Connector
ตัวอย่างที่ 1.14 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Off page Connector
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ แสดงทิศทาง การทำงานของผังงาน โดยใช้ลูกศร เป็นตัวกำหนดทิศทาง การทำงานของผังงาน
ตัวอย่างที่ 1.15 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ flow line and arrowheads
12. สัญลักษณ์ Punched Card
ความหมายของสัญลักษณ์คือการรับข้อมูลหรือแสดงผลลัพธ์บนบัตรเจาะรู
ตัวอย่างที่ 1.16 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Punched Card
1.1.2.4 หลักการเขียนผังงานโปรแกรม
การเขียนผังงานโปรแกรม มีหลักการเขียนดังนี้
1) เขียนผังงานจากด้านบนลงด้านล่าง
2) ใช้สัญลักษณ์ให้ตรงกับความหมายของผังงาน
3) ใช้เส้น flow line และ arrowheads แสดงทิศทางการทำงานของผังงาน
4) ใส่คำอธิบายลงในสัญลักษณ์สั้น ๆ แต่เข้าใจง่าย จะใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้
5) หลีกเลี่ยงการโยงเส้นทิศทางของผังงานให้ตัดกันเพราะจะทำให้สับสน ควรใช้จุดเชื่อมต่อ (connector) หน้าเดียวกันแทน จะเข้าใจได้ง่ายและเป็นระเบียบ
6) พยายามเขียนผังงานให้จบในหน้ากระดาษเดียวกัน แต่ถ้าไม่จบในหน้าเดียวกัน ควรใช้จุดเชื่อมต่อต่างหน้ากระดาษ (off page connector)
1.1.2.5 ขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรม
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรมได้ถูกต้องให้ศึกษาจากตัวอย่างดังต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1.17 จงเขียนผังงานโปรแกรมที่ได้วิเคราะห์งานมาแล้วในตัวอย่าง
ที่ 1.2
วิธีทำ
จากการวิเคราะห์งานในตัวอย่างที่ 1.2 จะได้ว่า
ขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม มีดังนี้
1) เริ่มต้นทำงาน
2) รับข้อมูลค่าความยาว และความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ่านทางคีย์บอร์ด
3) คำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าตามสูตร Area = Width * Length
4) พิมพ์ค่าความยาว ความกว้าง และพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าออกทาง จอภาพ
5) จบการทำงาน
การเขียนผังงานโปรแกรม จะนำขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม ที่ได้จากการวิเคราะห์งาน มาเขียนผังงานได้ดังนี้

ในหัวข้อเรื่องการเขียนโปรแกรมจะกล่าวถึงเนื้อหา 2 ส่วน คือความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และภาษาคอมพิวเตอร์ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1.1.3.1 ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (computer program) หมายถึง ชุดของคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ ส่วนการเขียนโปรแกรม (programming) หมายถึง การเขียนชุดคำสั่งด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามโปรแกรมที่เราเขียนขึ้น
ดังนั้น ผู้เขียนโปรแกรม (programmer) จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งหรือหลายภาษา แล้วฝึกฝนทักษะการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ที่ต้องการใช้งานให้เกิดความชำนาญจึงจะสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.1.3.2 ภาษาคอมพิวเตอร์
ภาษาคอมพิวเตอร์ (computer language) หมายถึง ภาษาที่สามารถนำมาใช้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งแต่ละภาษามีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1) ภาษาเครื่อง (machine language)
ภาษาเครื่องจัดเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาเดียวที่สามารถติดต่อกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง เพราะว่าการเขียนคำสั่งและข้อมูลในภาษาเครื่องใช้ระบบเลขฐานสอง (binary number system) คือใช้ตัวเลข 0 และ 1 เท่านั้น ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว ส่วนข้อเสียของภาษาเครื่อง คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันมีลักษณะการเขียนภาษาเครื่องที่แตกต่างกันไป และเกิดความยุ่งยากในการปรับปรุงแก้ไข ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน ดังนั้นภาษานี้จึงไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรม
2) ภาษาแอสเซมบลี (assembly language)
ภาษาแอสเซมบลีหรือจะเรียกชื่ออีกอย่างว่าภาษาระดับต่ำ ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมติดต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ง่ายกว่าภาษาเครื่อง ส่วนการเขียนคำสั่งในภาษาแอสเซมบลีจะใช้คำย่อของภาษาอังกฤษและอ้างถึงตำแหน่งที่อยู่ภายในคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ MOVE, DC, DS, CL10 เป็นต้น ผู้ที่ต้องใช้ภาษาแอสเซมบลีส่วนมากจะเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ดังนั้นภาษาแอสเซมบลีจึงไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรม
ตัวอย่างที่ 1.19 แสดงคำสั่งของภาษาแอสเซมบลีมีดังนี้
ถ้าเราต้องการสั่งให้เครื่องทำงานตามคำสั่ง 9 + 3 แสดงได้ดังนี้
MOV AX, 9
MOV BX, 3
ADD AX, BX
3) ภาษาระดับสูง (high level language)
ภาษาระดับสูงเป็นภาษาที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษาแอสเซมบลีและภาษาเครื่อง ทั้งนี้ก็เพราะการเขียนคำสั่งของภาษาระดับสูงมีลักษณะเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษาแอสเซมบลี เช่น ใช้คำว่า READ, WRITE, PRINT, COMPUTE เป็นต้น ตัวอย่างของภาษาระดับสูงได้แก่ ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN), ภาษาโคบอล (COBOL), ภาษาเบสิก (BASIC), ภาษาปาสคาล (PASCAL) และภาษาซี (C) เป็นต้น ซึ่งแต่ละภาษามีประวัติพอสังเขปดังต่อไปนี้
ภาษาระดับสูงมาก บางครั้งเรียกว่า Fourth Gerneration Languages (4GLs) เป็นภาษาที่มีลักษณะสำคัญ คือ ผู้เขียนโปรแกรมไม่ต้องบอกวิธีการทำงานโดยละเอียด เพียงแต่ระบุคำสั่งให้ทำงานสั้น ๆ ให้ภาษาระดับสูงมากเข้าใจก็เพียงพอ ส่วนวิธีการคำนวณหรือการทำงานภาษาระดับสูงมากจะเป็นผู้จัดการเองทั้งสิ้น บางครั้งเรียกว่า non-procedure language
ตัวอย่างภาษาระดับสูงมาก ได้แก่ ภาษา SQL (Structured Query Langauge) ซึ่งนิยมใช้กันในซอร์ฟแวร์พัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล เช่น ORACLE เป็นต้น
5) ภาษาระดับธรรมชาติ (natural language)
ภาษาธรรมชาติจะเกี่ยวข้องกับระบบฐานความรู้ (knowledge based system ) และกฎอ้างอิง (inference rules) เพียงแต่ผู้ใช้ภาษาธรรมชาติป้อนคำถามผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่มีภาษาธรรมชาติก็จะทำการวิเคราะห์คำถามแล้วไปค้นหาคำตอบจากระบบฐานความรู้ที่เก็บไว้
ตัวอย่างของภาษาธรรมชาติ ได้แก่ ภาษา PROLOG และภาษา LISP (List Processing Language)
1.1.4 การทดสอบ และแก้ไขโปรแกรม (testing and editing program)
หลังจากที่เราเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การทดสอบโปรแกรมที่เขียนขึ้นซึ่งอาจพบความผิดพลาดได้ 2 ชนิด ดังนี้
1) ความผิดพลาดทางไวยากรณ์ภาษา (syntax error) เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนคำสั่งของภาษาคอมพิวเตอร์ผิด ตัวอย่างเช่น คำสั่ง printf( ) ในภาษา C ต้องเขียนด้วยตัวอักษรตัวเล็ก แต่เขียนเป็น PRINTF( ) เป็นต้น โดยส่วนมากความผิดพลาดทางไวยากรณ์ จะถูกตรวจสอบพบเมื่อมีการแปลโปรแกรม (compile) ให้เป็นภาษาเครื่อง ซึ่งเราสามารถแก้ไขโดยการเขียนคำสั่งให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ของภาษานั้น ๆ
2) ความผิดพลาดทางตรรกะ (logical error) เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการลำดับการทำงานผิดหรือป้อนสูตรคำนวณผิด ตัวอย่างเช่น ต้องการหาค่า X = X + Y แต่ป้อนสูตรเป็น X = X * Y อย่างนี้ เป็นต้น วิธีการตรวจหาความผิดพลาดแบบนี้ คือ ตรวจสอบการคำนวณผลลัพธ์ของโปรแกรมว่าตรงกับผลลัพธ์ที่คำนวณด้วยมือหรือเครื่องคิดเลขหรือไม่ ถ้าไม่ตรงกันแสดงว่าเกิดความผิดพลาดทางตรรกะขึ้น วิธีการแก้ไขก็คือ การแก้ไขสูตรให้ถูกต้อง หรือแก้ไขลำดับการทำงานให้ถูกต้อง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าผู้เขียนโปรแกรมจะต้องทำการทดสอบโปรแกรมและแก้ไขโปรแกรมให้สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ
1.1.5 การจัดทำเอกสารประกอบ และการบำรุงรักษาโปรแกรม (documentation and maintenance program)
เมื่อผู้เขียนโปรแกรมได้ทำการทดสอบโปรแกรมและแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ควรจัดทำคู่มือการใช้โปรแกรม เพราะจะทำให้ผู้ใช้โปรแกรมสามารถใช้งานได้ถูกต้อง โดยคู่มือการใช้โปรแกรมที่ดีควรจัดทำในลักษณะที่แสดงการทำงานเป็นขั้นตอน ผู้ใช้โปรแกรมสามารถปฏิบัติตามได้จริง ส่วนการบำรุงรักษาโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นก็ต้องมีคำแนะนำให้ผู้ใช้โปรแกรมปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น การเก็บโปรแกรมต้นฉบับ ควรเก็บไว้ในกล่องที่มิดชิด ป้องกันฝุ่นได้ ไม่ควรเก็บไว้บนโต๊ะทำงาน ไม่ควรเก็บไว้ในรถยนต์เพราะอาจถูกอากาศร้อนทำให้เสียได้ นอกจากนี้ต้องมีการสำเนาโปรแกรมต้นฉบับเอาไว้ อย่างน้อย 1 ชุด แล้วนำชุดที่สำเนาไปใช้ ไม่ควรใช้โปรแกรมต้นฉบับโดยตรง ควรเก็บเอาไว้สำหรับกรณีที่โปรแกรมสำเนาเกิดปัญหาจะได้นำโปรแกรมต้นฉบับมาทำสำเนาและใช้งานได้ทันที
เนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงขั้นตอนวิธีการทางคอมพิวเตอร์ (computer algorithms) เพื่อเป็นการให้ความรู้พื้นฐานก่อนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงเนื้อหาเกี่ยวกับโครงสร้างภายในโปรแกรมซึ่งจะประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมแบบโครงสร้าง และรูปแบบโครงสร้างภายในโปรแกรม เพื่อช่วยให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเลือกใช้คำสั่งให้สอดคล้องกับโครงสร้างภายในโปรแกรมได้ ซึ่งรายละเอียดของแต่ละเนื้อหามีดังต่อไปนี้
1.1 ขั้นตอนวิธีการทางคอมพิวเตอร์ (computer algorithms)
1.1 ขั้นตอนวิธีการทางคอมพิวเตอร์ (computer algorithms)
ก่อนที่เราจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์ เราควรศึกษาขั้นตอนวิธีการทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามขั้นตอนวิธีดังนี้
1) การวิเคราะห์งาน (job analysis)
2) การเขียนผังงานโปรแกรม (program flowcharting)
3) การเขียนโปรแกรม (programming)
4) การทดสอบ และแก้ไขโปรแกรม (testing and editing program)
5) การจัดทำเอกสารประกอบ และการบำรุงรักษาโปรแกรม (documentation and maintenance program)
1) การวิเคราะห์งาน (job analysis)
2) การเขียนผังงานโปรแกรม (program flowcharting)
3) การเขียนโปรแกรม (programming)
4) การทดสอบ และแก้ไขโปรแกรม (testing and editing program)
5) การจัดทำเอกสารประกอบ และการบำรุงรักษาโปรแกรม (documentation and maintenance program)
1.1.1 การวิเคราะห์งาน (job analysis) ในการวิเคราะห์งานเราจะต้องกำหนดจุดประสงค์ของการวิเคราะห์งาน และขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งานแต่ละอย่างให้ได้ ซึ่งงานแต่ละอย่างมีรายละเอียดดังนี้
1.1.1.1 จุดประสงค์ของการวิเคราะห์งาน
ในการวิเคราะห์งานแต่ละอย่างมีจุดประสงค์ของการวิเคราะห์งานที่สำคัญดังนี้
1. เพื่อหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
2. เพื่อหารูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
3. เพื่อหาข้อมูลนำเข้าที่ต้องใส่เข้าไปในโปรแกรม
4. เพื่อหาตัวแปรที่จำเป็นต้องใช้ในโปรแกรม
5. เพื่อหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม
1.1.1.2 ขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งาน
ในการวิเคราะห์งานแต่ละอย่างมีขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งานที่สำคัญดังนี้
1) การหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องหาวัตถุประสงค์จากงานที่จะเขียนโปรแกรมว่า ต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหาอะไรบ้างซึ่งจะทำให้เขียนโปรแกรมได้ตรงกับความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของงานนั้น ๆ
2) การหารูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
เมื่อผู้เขียนโปรแกรมหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรมได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการจากโปรแกรม ซึ่งรูปแบบผลลัพธ์อาจอยู่ในลักษณะของข้อความหรือตัวเลข หรือตาราง หรือแผนภูมิ หรืออาจใช้ผสมกันระหว่างตัวเลขกับข้อความ หรือข้อความกับตัวเลข และตารางก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้เขียนโปรแกรมเป็นผู้กำหนดเอง แต่โดยส่วนมากนิยมแสดงผลลัพธ์ของโปรแกรมให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายมากกว่ารูปแบบที่ซับซ้อน
3) การหาข้อมูลนำเข้าที่ต้องใส่เข้าไปในโปรแกรม
ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องหาข้อมูลนำเข้าจากผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม โดยคำนึงถึงขั้นตอนวิธีการคำนวณ และข้อมูลที่จำเป็นต้องใส่เข้าไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
1.1.1.1 จุดประสงค์ของการวิเคราะห์งาน
ในการวิเคราะห์งานแต่ละอย่างมีจุดประสงค์ของการวิเคราะห์งานที่สำคัญดังนี้
1. เพื่อหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
2. เพื่อหารูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
3. เพื่อหาข้อมูลนำเข้าที่ต้องใส่เข้าไปในโปรแกรม
4. เพื่อหาตัวแปรที่จำเป็นต้องใช้ในโปรแกรม
5. เพื่อหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม
1.1.1.2 ขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งาน
ในการวิเคราะห์งานแต่ละอย่างมีขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งานที่สำคัญดังนี้
1) การหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องหาวัตถุประสงค์จากงานที่จะเขียนโปรแกรมว่า ต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหาอะไรบ้างซึ่งจะทำให้เขียนโปรแกรมได้ตรงกับความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของงานนั้น ๆ
2) การหารูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
เมื่อผู้เขียนโปรแกรมหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรมได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการจากโปรแกรม ซึ่งรูปแบบผลลัพธ์อาจอยู่ในลักษณะของข้อความหรือตัวเลข หรือตาราง หรือแผนภูมิ หรืออาจใช้ผสมกันระหว่างตัวเลขกับข้อความ หรือข้อความกับตัวเลข และตารางก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้เขียนโปรแกรมเป็นผู้กำหนดเอง แต่โดยส่วนมากนิยมแสดงผลลัพธ์ของโปรแกรมให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายมากกว่ารูปแบบที่ซับซ้อน
3) การหาข้อมูลนำเข้าที่ต้องใส่เข้าไปในโปรแกรม
ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องหาข้อมูลนำเข้าจากผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม โดยคำนึงถึงขั้นตอนวิธีการคำนวณ และข้อมูลที่จำเป็นต้องใส่เข้าไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ตัวอย่างที่ 1.1 ผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ พื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉากข้อมูลนำเข้าที่ต้องใส่เข้าไปในโปรแกรมคือ
1) สูตรคำนวณพื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก
พื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก = ? x ฐาน x สูง
2) ความยาวของฐานและความสูงของรูปสามเหลี่ยม
4) การหาตัวแปรที่จำเป็นต้องใช้ในโปรแกรม
ตัวแปร หมายถึง ชื่อที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถตั้งขึ้นเองตามหลักการตั้งชื่อตัวแปรของภาษาคอมพิวเตอร์ที่นำมาเขียนโปรแกรม (หลักเกณฑ์การตั้งชื่อตัวแปรกล่าวไว้ในหัวข้อ 2.5.3.1) เพื่อใช้ในการอ้างอิงการเก็บข้อมูลและเรียกใช้ข้อมูลภายในตัวแปร ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจะต้องตั้งชื่อตัวแปรที่ใช้ในการเก็บข้อมูลทั้งหมดภายในโปรแกรม รวมถึงตัวแปรบางตัวที่ใช้ในการนับจำนวนรอบของการทำงานในโปรแกรมอีกด้วย
1) สูตรคำนวณพื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก
พื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก = ? x ฐาน x สูง
2) ความยาวของฐานและความสูงของรูปสามเหลี่ยม
4) การหาตัวแปรที่จำเป็นต้องใช้ในโปรแกรม
ตัวแปร หมายถึง ชื่อที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถตั้งขึ้นเองตามหลักการตั้งชื่อตัวแปรของภาษาคอมพิวเตอร์ที่นำมาเขียนโปรแกรม (หลักเกณฑ์การตั้งชื่อตัวแปรกล่าวไว้ในหัวข้อ 2.5.3.1) เพื่อใช้ในการอ้างอิงการเก็บข้อมูลและเรียกใช้ข้อมูลภายในตัวแปร ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจะต้องตั้งชื่อตัวแปรที่ใช้ในการเก็บข้อมูลทั้งหมดภายในโปรแกรม รวมถึงตัวแปรบางตัวที่ใช้ในการนับจำนวนรอบของการทำงานในโปรแกรมอีกด้วย
|
5) การหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม
การหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมจะขึ้นอยู่กับลักษณะของการแก้ปัญหา ดังนั้นนักเขียนโปรแกรมที่มีความชำนาญในระดับหนึ่งแล้วจะสามารถหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมได้โดยไม่ยาก แต่สำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาการเขียนโปรแกรม ควรหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมตามคำแนะนำโดยเรียงตามลำดับดังนี้
ขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมที่แนะนำ
5.1) เริ่มต้นทำงาน 5.2) กำหนดค่าเริ่มต้นให้กับตัวแปร 5.3) พิมพ์หัวรายงาน (ถ้ามีรายงาน) 5.4) รับข้อมูลเข้าทีละเรคอร์ด 5.5) ตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นชุดสุดท้ายหรือไม่ 5.5.1 ถ้าเป็นข้อมูลชุดสุดท้าย ให้ไปทำงานข้อ 5.11 5.5.2 ถ้าไม่ใช่ข้อมูลชุดสุดท้าย ให้ทำงานข้อต่อมา (ข้อ 5.6) 5.6) คำนวณผลลัพธ์ 5.7) เปรียบเทียบผลลัพธ์ (ถ้ามี) 5.8) เพิ่มค่าตัวแปรสะสม (ถ้ามี) 5.9) พิมพ์ค่าผลลัพธ์ทีละเรคอร์ด 5.10) ย้อนกลับไปทำงานข้อ 5.4 5.11) พิมพ์สรุป (ถ้ามี) 5.12) จบการทำงาน |
ทั้งนี้การวิเคราะห์งานเพื่อแก้ปัญหาแต่ละอย่างอาจมีบางขั้นตอนแตกต่างกันไป ดังนั้นคำแนะนำข้างต้นจึงเป็นเพียงแนวทางของการหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมเท่านั้น ซึ่งเวลาใช้งานจริงผู้วิเคราะห์งานต้องประยุกต์ให้เข้ากับปัญหาที่ต้องการแก้ไขต่อไป
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งานมากยิ่งขึ้น ให้ศึกษาจากตัวอย่างการวิเคราะห์งานดังต่อไปนี้
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งานมากยิ่งขึ้น ให้ศึกษาจากตัวอย่างการวิเคราะห์งานดังต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1.2 จงเขียนวิเคราะห์งาน เพื่อเขียนโปรแกรมคำนวณ พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า จำนวน 1 รูป โดยที่ผู้ใช้โปรแกรม จะต้องป้อนความกว้าง และความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้า เข้าไปในโปรแกรม
วิธีทำ
ขั้นตอนการวิเคราะห์งานทั้ง 5 ขั้นตอน สามารถแสดงได้ดังนี้
1) วัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
เพื่อคำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 1 รูป
2) รูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
พิมพ์ผลลัพธ์ออกทางจอภาพ ดังนี้
ขั้นตอนการวิเคราะห์งานทั้ง 5 ขั้นตอน สามารถแสดงได้ดังนี้
1) วัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
เพื่อคำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 1 รูป
2) รูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
พิมพ์ผลลัพธ์ออกทางจอภาพ ดังนี้
3) ข้อมูลนำเข้า
3.1) สูตรคำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
3.1) สูตรคำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
Area = Width*Length
3.2) รับค่าความกว้างและความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ่านทางคีย์บอร์ด
4) ตัวแปรที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้ในโปรแกรม
Width = ตัวแปรที่ใช้เก็บความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้า
Length = ตัวแปรที่ใช้เก็บความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้า
Area = ตัวแปรที่ใช้เก็บพื้นที่ของสี่เหลี่ยมผืนผ้า
โดยคำนวณได้จากสูตร Area = Width*Length
5) ขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมมีดังนี้
5.1) เริ่มต้นทำงาน
5.2) รับข้อมูลค่าความยาวและความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ่านทางคีย์บอร์ด
5.3) คำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าตามสูตร
Area = Width*Length
5.4) พิมพ์ค่าความยาว ความกว้าง และพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าออกทางจอภาพ
5.5) จบการทำงาน
1.1.2 การเขียนผังงานโปรแกรม (program flowcharting)4) ตัวแปรที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้ในโปรแกรม
Width = ตัวแปรที่ใช้เก็บความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้า
Length = ตัวแปรที่ใช้เก็บความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้า
Area = ตัวแปรที่ใช้เก็บพื้นที่ของสี่เหลี่ยมผืนผ้า
โดยคำนวณได้จากสูตร Area = Width*Length
5) ขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมมีดังนี้
5.1) เริ่มต้นทำงาน
5.2) รับข้อมูลค่าความยาวและความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ่านทางคีย์บอร์ด
5.3) คำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าตามสูตร
Area = Width*Length
5.4) พิมพ์ค่าความยาว ความกว้าง และพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าออกทางจอภาพ
5.5) จบการทำงาน
สำหรับหัวข้อการเขียนผังงานโปรแกรมจะประกอบด้วยเนื้อหาที่สำคัญดังนี้คือ ความหมายของผังงาน ประเภทของผังงาน สัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม หลักการเขียนผังงานโปรแกรม และขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1.1.2.1 ความหมายของผังงาน
“ผังงาน” (flowchart) ทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง แผนภาพที่เขียนขึ้นโดยใช้สัญลักษณ์มาตรฐาน เพื่อแสดงขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม หรือระบบงานที่ต้องการ
1.1.2.2 ประเภทของผังงาน
ผังงานสามารถจำแนกออกได้ 2 ประเภท คือ
1) ผังงานระบบ (system flowchart) หมายถึง ผังงานที่แสดงถึงขั้นตอนวิธีการทำงานของระบบงานใดระบบหนึ่ง ซึ่งในผังงานระบบจะแสดงให้เห็นถึงสื่อที่ใช้รับข้อมูล บันทึกข้อมูล วิธีการประมวลผล ขั้นตอนการทำงานและความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในระบบงานอย่างกว้าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบงานใดระบบงานหนึ่ง เช่น
รูปที่ 1.1 ผังงานระบบแสดงการตัดเกรด
ที่มา : กรรณิการ์ กมลรัตน์, 2547.
2) ผังงานโปรแกรม (program flowchart) หมายถึงผังงานที่แสดงขั้นตอน วิธีการทำงานของโปรแกรมที่ต้องการเขียนขึ้น ภายในผังงานโปรแกรม จะแสดงให้เห็นขั้นตอน วิธีการทำงาน ของโปรแกรมอย่างละเอียด เพื่อให้คอมพิวเตอร ์สามารถทำงานตามที่เขียนไว้ในผังงานโปรแกรม ได้อย่างถูกต้อง โดยเราสามารถนำขั้นตอน วิธีการทำงานของโปรแกรมในขั้นการวิเคราะห์งาน มาเขียนเป็นผังงานโปรแกรมได้ทันที จากนั้นก็สามารถนำผังงานโปรแกรม ไปเขียนโปรแกรมตามที่ต้องการได้ ดังนั้นในเรื่องของการเขียนผังงาน ที่จะกล่าวต่อไปนี้จะเกี่ยวข้องกับผังงานโปรแกรมทั้งสิ้น เช่นที่มา : กรรณิการ์ กมลรัตน์, 2547.
รูปที่ 1.2 ผังงานโปรแกรมแสดงรายละเอียดการทำงานของโปรแกรมสำหรับตัดเกรด
ที่มา : เฉลิมพล ทัพซ้าย, 2530 : 29.
ที่มา : เฉลิมพล ทัพซ้าย, 2530 : 29.
1.2.1.3 สัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม
สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (American National Standard Institute) และองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization) ได้ร่วมกันกำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม
โดยในเอกสารเล่มนี้จะนำเสนอสัญลักษณ์ที่นิยมนำมาใช้เขียนผังงานโปรแกรม ดังต่อไปนี้
1. สัญลักษณ์ Process
Process |
ความหมายของ Process คือ การกำหนดค่าหรือการคำนวณค่า
ตัวอย่างที่ 1.3 แสดงการกำหนดค่าให้ตัวแปร Total
ตัวอย่างที่ 1.4 แสดงการคำนวณค่าผลรวมของตัวแปร Total

2. สัญลักษณ์ Decision
ความหมายของ Decision คือ การทดสอบเงื่อนไขหรือเปรียบเทียบเงื่อนไข เพื่อตัดสินใจทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ
ตัวอย่างที่ 1.5 แสดงการเปรียบเทียบเงื่อนไข 1 ทางเลือก

ตัวอย่างที่ 1.6 แสดงการเปรียบเทียบเงื่อนไข 2 ทางเลือก
3. สัญลักษณ์ Start/ Stop program หรือ Terminal Interrupt
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การเริ่มต้นโปรแกรม หรือการสิ้นสุดการทำงานของโปรแกรม หรือหยุดการทำงานชั่วคราว
ตัวอย่างที่ 1.7 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Start/ Stop program หรือ Terminal Interrupt

ตัวอย่างที่ 1.8 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Input/ Output

5. สัญลักษณ์ Display
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การแสดงผลลัพธ์ทางจอภาพ
ตัวอย่างที่ 1.9 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ display
6. สัญลักษณ์ Document
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การพิมพ์ผลลัพธ์ออกทางกระดาษพิมพ์
ตัวอย่างที่ 1.10 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Document


ตัวอย่างที่ 1.11 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Manual Input
8. สัญลักษณ์ Manual Operation

ตัวอย่างที่ 1.12 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Manual Operation

9. สัญลักษณ์ Connector
Connector
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ แสดงจุดเชื่อมต่อจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งของผังงาน โดยที่จุดเชื่อมต่อนี้อยู่ในหน้าเดียวกัน ตัวอย่างที่ 1.13 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Connector

10. สัญลักษณ์ Off page Connector
Off page Connector
ความหมายของสัญลักษณ์ คือ แสดงจุดเชื่อมต่อจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งของผังงาน โดยที่จุดเชื่อมต่อนี้อยู่ต่างหน้ากันตัวอย่างที่ 1.14 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Off page Connector
คำนวณค่า Avg = Total + N เสร็จแล้ว ไปทำงานต่อไปที่จุด B โดยที่จุด B อยู่ต่างหน้ากัน
11. สัญลักษณ์ flow line and arrowheads
ตัวอย่างที่ 1.15 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ flow line and arrowheads
12. สัญลักษณ์ Punched Card
ตัวอย่างที่ 1.16 แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Punched Card

1.1.2.4 หลักการเขียนผังงานโปรแกรม
การเขียนผังงานโปรแกรม มีหลักการเขียนดังนี้
1) เขียนผังงานจากด้านบนลงด้านล่าง
2) ใช้สัญลักษณ์ให้ตรงกับความหมายของผังงาน
3) ใช้เส้น flow line และ arrowheads แสดงทิศทางการทำงานของผังงาน
4) ใส่คำอธิบายลงในสัญลักษณ์สั้น ๆ แต่เข้าใจง่าย จะใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้
5) หลีกเลี่ยงการโยงเส้นทิศทางของผังงานให้ตัดกันเพราะจะทำให้สับสน ควรใช้จุดเชื่อมต่อ (connector) หน้าเดียวกันแทน จะเข้าใจได้ง่ายและเป็นระเบียบ
6) พยายามเขียนผังงานให้จบในหน้ากระดาษเดียวกัน แต่ถ้าไม่จบในหน้าเดียวกัน ควรใช้จุดเชื่อมต่อต่างหน้ากระดาษ (off page connector)
1.1.2.5 ขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรม
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรมได้ถูกต้องให้ศึกษาจากตัวอย่างดังต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1.17 จงเขียนผังงานโปรแกรมที่ได้วิเคราะห์งานมาแล้วในตัวอย่าง
ที่ 1.2
วิธีทำ
จากการวิเคราะห์งานในตัวอย่างที่ 1.2 จะได้ว่า
ขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม มีดังนี้
1) เริ่มต้นทำงาน
2) รับข้อมูลค่าความยาว และความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ่านทางคีย์บอร์ด
3) คำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าตามสูตร Area = Width * Length
4) พิมพ์ค่าความยาว ความกว้าง และพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าออกทาง จอภาพ
5) จบการทำงาน
การเขียนผังงานโปรแกรม จะนำขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม ที่ได้จากการวิเคราะห์งาน มาเขียนผังงานได้ดังนี้

รูปที่ 1.3 แสดงผังงานขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม
ที่มา : สมชาย รัตนเลิศนุสรณ์, 2545 : 17.
1.1.3 การเขียนโปรแกรม (programming)ที่มา : สมชาย รัตนเลิศนุสรณ์, 2545 : 17.
ในหัวข้อเรื่องการเขียนโปรแกรมจะกล่าวถึงเนื้อหา 2 ส่วน คือความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และภาษาคอมพิวเตอร์ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1.1.3.1 ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (computer program) หมายถึง ชุดของคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ ส่วนการเขียนโปรแกรม (programming) หมายถึง การเขียนชุดคำสั่งด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามโปรแกรมที่เราเขียนขึ้น
ดังนั้น ผู้เขียนโปรแกรม (programmer) จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งหรือหลายภาษา แล้วฝึกฝนทักษะการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ที่ต้องการใช้งานให้เกิดความชำนาญจึงจะสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.1.3.2 ภาษาคอมพิวเตอร์
ภาษาคอมพิวเตอร์ (computer language) หมายถึง ภาษาที่สามารถนำมาใช้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งแต่ละภาษามีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1) ภาษาเครื่อง (machine language)
ภาษาเครื่องจัดเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาเดียวที่สามารถติดต่อกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง เพราะว่าการเขียนคำสั่งและข้อมูลในภาษาเครื่องใช้ระบบเลขฐานสอง (binary number system) คือใช้ตัวเลข 0 และ 1 เท่านั้น ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว ส่วนข้อเสียของภาษาเครื่อง คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันมีลักษณะการเขียนภาษาเครื่องที่แตกต่างกันไป และเกิดความยุ่งยากในการปรับปรุงแก้ไข ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน ดังนั้นภาษานี้จึงไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรม
ตัวอย่างที่ 1.18 แสดงคำสั่งของภาษาเครื่องมีดังนี้
ถ้าเราต้องการสั่งให้เครื่องทำงานตามคำสั่ง 9 + 3 แสดงได้ดังนี้
การบวกแทนด้วยรหัส 10101010
เลข 9 เปลี่ยนเป็นเลขฐานสอง 00001001
เลข 3 เปลี่ยนเป็นเลขฐานสอง 00000011
ดังนั้น คำสั่ง 9 + 3 เขียนเป็นภาษาเครื่องได้ดังนี้
00001001 10101010 00000011
2) ภาษาแอสเซมบลี (assembly language)
ภาษาแอสเซมบลีหรือจะเรียกชื่ออีกอย่างว่าภาษาระดับต่ำ ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมติดต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ง่ายกว่าภาษาเครื่อง ส่วนการเขียนคำสั่งในภาษาแอสเซมบลีจะใช้คำย่อของภาษาอังกฤษและอ้างถึงตำแหน่งที่อยู่ภายในคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ MOVE, DC, DS, CL10 เป็นต้น ผู้ที่ต้องใช้ภาษาแอสเซมบลีส่วนมากจะเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ดังนั้นภาษาแอสเซมบลีจึงไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรม
ตัวอย่างที่ 1.19 แสดงคำสั่งของภาษาแอสเซมบลีมีดังนี้
ถ้าเราต้องการสั่งให้เครื่องทำงานตามคำสั่ง 9 + 3 แสดงได้ดังนี้
MOV AX, 9
MOV BX, 3
ADD AX, BX
3) ภาษาระดับสูง (high level language)
ภาษาระดับสูงเป็นภาษาที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษาแอสเซมบลีและภาษาเครื่อง ทั้งนี้ก็เพราะการเขียนคำสั่งของภาษาระดับสูงมีลักษณะเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษาแอสเซมบลี เช่น ใช้คำว่า READ, WRITE, PRINT, COMPUTE เป็นต้น ตัวอย่างของภาษาระดับสูงได้แก่ ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN), ภาษาโคบอล (COBOL), ภาษาเบสิก (BASIC), ภาษาปาสคาล (PASCAL) และภาษาซี (C) เป็นต้น ซึ่งแต่ละภาษามีประวัติพอสังเขปดังต่อไปนี้
- ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN ย่อมาจาก FORmula TRANslator) พัฒนาโดยบริษัท IBM ระหว่างปี ค.ศ.1954 ถึง ค.ศ.1957 ภาษานี้ใช้สำหรับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ที่ต้องใช้ในการคำนวณสมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ปัจจุบันภาษาฟอร์แทรนยังเป็นที่นิยมใช้ ในการพัฒนาโปรแกรมด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
- ภาษาโคบอล (COBOL ย่อมาจาก Common Business Oriented Language) พัฒนาขึ้นในปี ค.ศ.1959 เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ด้านธุรกิจและการค้า ปัจจุบันโปรแกรมที่ใช้ในด้านธุรกิจจำนวนมากยังเป็นโปรแกรมที่พัฒนามาจากภาษาโคบอล
- ภาษาเบสิก (BASIC ย่อมาจาก Beginners All-purpose Symbolic Instructional Code) เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เริ่มต้นพัฒนาโปรแกรมสามารถเรียนรู้และเข้าใจการพัฒนาโปรแกรมอย่างง่าย ภาษาเบสิกเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาแรกที่ใช้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์
- ภาษาปาสคาล (Pascal) พัฒนาโดย Niclaus Wirth ในปี ค.ศ.1971 โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการสอนการเขียนโปรแกรมภาษาเชิงกระบวนการ ในมหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากภาษาปาสคาลไม่มีคุณลักษณะที่จะสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมจึงไม่ได้รับความนิยมมากนัก
- ภาษาซี (C) พัฒนาขึ้นในช่วงเดียวกับภาษาปาสคาล โดยนักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการ AT&T Bell ซึ่งได้นำเอาจุดเด่นของภาษา BCPL และภาษา B มาใช้และได้เพิ่มคุณลักษณะและชนิดข้อมูลอื่นเข้ามาด้วย เดิมภาษาซีถือว่าเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่สำคัญในการพัฒนาโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการยูนิกส์ (Unix) ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้างโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานได้รวดเร็วมาก เมื่อเทียบกับภาษาคอมพิวเตอร์อื่น ๆ
ภาษาระดับสูงมาก บางครั้งเรียกว่า Fourth Gerneration Languages (4GLs) เป็นภาษาที่มีลักษณะสำคัญ คือ ผู้เขียนโปรแกรมไม่ต้องบอกวิธีการทำงานโดยละเอียด เพียงแต่ระบุคำสั่งให้ทำงานสั้น ๆ ให้ภาษาระดับสูงมากเข้าใจก็เพียงพอ ส่วนวิธีการคำนวณหรือการทำงานภาษาระดับสูงมากจะเป็นผู้จัดการเองทั้งสิ้น บางครั้งเรียกว่า non-procedure language
ตัวอย่างภาษาระดับสูงมาก ได้แก่ ภาษา SQL (Structured Query Langauge) ซึ่งนิยมใช้กันในซอร์ฟแวร์พัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล เช่น ORACLE เป็นต้น
5) ภาษาระดับธรรมชาติ (natural language)
ภาษาธรรมชาติจะเกี่ยวข้องกับระบบฐานความรู้ (knowledge based system ) และกฎอ้างอิง (inference rules) เพียงแต่ผู้ใช้ภาษาธรรมชาติป้อนคำถามผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่มีภาษาธรรมชาติก็จะทำการวิเคราะห์คำถามแล้วไปค้นหาคำตอบจากระบบฐานความรู้ที่เก็บไว้
ตัวอย่างของภาษาธรรมชาติ ได้แก่ ภาษา PROLOG และภาษา LISP (List Processing Language)
1.1.4 การทดสอบ และแก้ไขโปรแกรม (testing and editing program)
หลังจากที่เราเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การทดสอบโปรแกรมที่เขียนขึ้นซึ่งอาจพบความผิดพลาดได้ 2 ชนิด ดังนี้
1) ความผิดพลาดทางไวยากรณ์ภาษา (syntax error) เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนคำสั่งของภาษาคอมพิวเตอร์ผิด ตัวอย่างเช่น คำสั่ง printf( ) ในภาษา C ต้องเขียนด้วยตัวอักษรตัวเล็ก แต่เขียนเป็น PRINTF( ) เป็นต้น โดยส่วนมากความผิดพลาดทางไวยากรณ์ จะถูกตรวจสอบพบเมื่อมีการแปลโปรแกรม (compile) ให้เป็นภาษาเครื่อง ซึ่งเราสามารถแก้ไขโดยการเขียนคำสั่งให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ของภาษานั้น ๆ
2) ความผิดพลาดทางตรรกะ (logical error) เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการลำดับการทำงานผิดหรือป้อนสูตรคำนวณผิด ตัวอย่างเช่น ต้องการหาค่า X = X + Y แต่ป้อนสูตรเป็น X = X * Y อย่างนี้ เป็นต้น วิธีการตรวจหาความผิดพลาดแบบนี้ คือ ตรวจสอบการคำนวณผลลัพธ์ของโปรแกรมว่าตรงกับผลลัพธ์ที่คำนวณด้วยมือหรือเครื่องคิดเลขหรือไม่ ถ้าไม่ตรงกันแสดงว่าเกิดความผิดพลาดทางตรรกะขึ้น วิธีการแก้ไขก็คือ การแก้ไขสูตรให้ถูกต้อง หรือแก้ไขลำดับการทำงานให้ถูกต้อง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าผู้เขียนโปรแกรมจะต้องทำการทดสอบโปรแกรมและแก้ไขโปรแกรมให้สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ
1.1.5 การจัดทำเอกสารประกอบ และการบำรุงรักษาโปรแกรม (documentation and maintenance program)
เมื่อผู้เขียนโปรแกรมได้ทำการทดสอบโปรแกรมและแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ควรจัดทำคู่มือการใช้โปรแกรม เพราะจะทำให้ผู้ใช้โปรแกรมสามารถใช้งานได้ถูกต้อง โดยคู่มือการใช้โปรแกรมที่ดีควรจัดทำในลักษณะที่แสดงการทำงานเป็นขั้นตอน ผู้ใช้โปรแกรมสามารถปฏิบัติตามได้จริง ส่วนการบำรุงรักษาโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นก็ต้องมีคำแนะนำให้ผู้ใช้โปรแกรมปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น การเก็บโปรแกรมต้นฉบับ ควรเก็บไว้ในกล่องที่มิดชิด ป้องกันฝุ่นได้ ไม่ควรเก็บไว้บนโต๊ะทำงาน ไม่ควรเก็บไว้ในรถยนต์เพราะอาจถูกอากาศร้อนทำให้เสียได้ นอกจากนี้ต้องมีการสำเนาโปรแกรมต้นฉบับเอาไว้ อย่างน้อย 1 ชุด แล้วนำชุดที่สำเนาไปใช้ ไม่ควรใช้โปรแกรมต้นฉบับโดยตรง ควรเก็บเอาไว้สำหรับกรณีที่โปรแกรมสำเนาเกิดปัญหาจะได้นำโปรแกรมต้นฉบับมาทำสำเนาและใช้งานได้ทันที
วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555
1. ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม
2. ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศระบบสารสนเทศสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information) และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน
3. ความหมายของข้อมูลข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว4. ความหมายของสารสนเทศ
สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้5. ลักษณะสารสนเทศที่ดี
เนื้อหา (Content)
- ความสมบูรณ์ครอบคลุม (completeness)
- ความสัมพันธ์กับเรื่อง (relevance)
- ความถูกต้อง (accuracy)
- ความเชื่อถือได้ (reliability)
การตรวจสอบได้ (verifiability)รูปแบบ (Format)
- ชัดเจน (clarity)
- ระดับรายละเอียด (level of detail)
- รูปแบบการนำเสนอ (presentation)
- สื่อการนำเสนอ (media)
- ความยืดหยุ่น (flexibility)
- ประหยัด (economy)
เวลา (Time)
- ความรวดเร็วและทันใช้ (timely)
- การปรับปรุงให้ทันสมัย (up-to-date)
- มีระยะเวลา (time period)
กระบวนการ (Process)
- ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility)
- การมีส่วนร่วม (participation)
- การเชื่อมโยง (connectivity)
6. ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System)ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ ระบบที่รวบรวม ประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่สารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผน การพัฒนาตัดสินใจ ประสานงาน และควบคุมการดำเนินงาน
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based information systems CBIS) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ฐานข้อมูล (database) เครือข่าย (network) กระบวนการ (procedure) และคน (people)- ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยในการป้อนข้อมูล ประมวลจัดเก็บ และ ผลิต เอาท์พุทออกมาในระบบสารสนเทศ
วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555
ลักษณะอาการเสียของเครื่องคอมพิวเตอร์
ลักษณะอาการเสียของเครื่องคอมพิวเตอร์
ลักษณะอาการเสียของเครื่องคอมพิวเตอร์ เราสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มอาการ ดังนั้นในการตรวจหาสาเหตุของอาการเสีย ก็ให้ดูว่าเป็นอาการเสียที่อยู่ในกลุ่มใดดังนี้
1. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องจากเสียง Beep Code
ทุก ๆ ครั้งที่คุณเปิดใช้งานเครื่องครั้งแรก ก็จะได้ยินเสียง ปี๊ป ดังสั้น ๆ 1 ครั้ง แล้วเครื่องก็จะทำงานต่อตามปกติ แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณได้ยินสียงมากกว่า 1 ครั้ง หรือมีเสียงดังยาว ๆ จากนั้นเครื่องก็หยุดนิ่ง ก็ทำใจไว้ได้เลยว่าเครื่องของคุณมีปัญหาแล้ว เมื่อคุณเจออาการแบบนี้ให้รีบปิดเครื่องทันที เพราะตราบใดที่เครื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะไม่สามารถใช้งานเครื่องได้จนกว่าจะแก้ปัญหาเสียก่อน เสียงปี๊ปที่เราได้ยินนี้จะถูกเรียกว่า Beep Code ซึ่งจะมีจำนวนครั้งไม่เท่ากัน และมีเสียงดังสั้นบ้างยาวบ้าง ลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันนี้เองที่บอกเราว่า อุปกรณ์ชิ้นไหนมีปัญหา ดังนั้นถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้ก็ต้องลองฟังให้ดีว่า ดังกี่ครั้ง สั้นยาวแบบไหน แล้วนำไปเทียบดูในตารางไบอสตามยี่ห้อของไบออส เพื่อจะรุ้ว่าอะไรคือต้นเหตุ แล้วจะได้หาทงแก้ไขต่อไป
2. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องโดยดูจากข้อความที่แจ้งบนหน้าจอ
การแจ้งปัญหาหรือความผิดปกติที่เครื่องตรวจพบด้วยข้อความบนหน้าจอ ซึ่งเราเรียกว่า Message Error นับป็นการแจ้งปัญหาอีกแบบหนึ่งที่มีประโยชน์ เพราะเราสามรถรู้ปัญหาได้ทันทีว่าอปกรณ์ตัวไหนทำงานผิดปกติ หรือไม่ก็รู้ว่าการทำงานส่วนใดมีปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาที่ง่ายขึ่น ตัวอย่างของข้อความที่ปรากฎให้เห็นบนหน้าจอบ่อย ๆ อย่างเช่น
CMOS checksum Error
CMOS BATTERY State Low
HDD Controller Failure
Diskplay switch not proper ดังนั้นถ้าคุณพบว่าเครื่องได้แจ้งปัญหาให้ทราบก็ให้รับหาทางแก้ไขโดยด่วน แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ก็ให้จดข้อความบนหน้าจอไว้ เพื่อเอาไว้สอบถามผู้ที่สามารถให้คำแนะนำได้หรือเอาไวให้ช่างที่ร้านซ่อมดูก็ได้ เพื่อให้การตรวจซ่อมทำได้เร็วขึ้น
3. ตรวจสอบอาการเสียโดยดูจากความผิดปกติของเครื่องที่สามารถสังเกตุ
วิธีนี้คงต้องใช้ทักษะ ความรู้ และความชำนาญมากกว่า 2 แบบแรก เพราะจะเป็นอาการที่เครื่องไม่ได้มีอะไรแจ้งให้เราทราบเลยว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนมีปัญหาหรือเสียหาย มีแต่ความผิดปกติที่เราสามารถสังเกตุได้ทางกายภาพ อย่างเช่น เปิดสวิตซ์แล้วไฟไม่ติด , เสียบปลั๊กแล้วเครื่องก็เปิดทันที , เปิดใช้เครื่องได้ไม่ถึง 5 นาที ระบบก็ล่ม เป็นต้น จะเห็นว่าอาการดังกล่าวนี้เครื่องไม่ได้แจ้งอะไรให้เราทราบเลยนอกจากอาการผิดปกติที่เรารับรู้ได้ ดังนั้นในการแก้ปัญหาในลักษณะนี้จึงจะต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์หรือช่างผู้ชำนาญ จึงจะสามารถวิเคราะห์ตรวบสอบ และทำการซ่อมแซมแก้ปัญหาได้
4. ตรวจสอบอาการเสียที่เราสามารถระบุอุปกรณ์ได้เลย
ปัญหาแบบนี้จะเป็นกับอุปกรณ์ที่เราใช้อยุ่เป็นประจำแต่ถ้าอยุ่ ๆ ไม่สามารถทำงาน หรือทำงานได้ไม่ดี เราก็รู้ได้ทันทีว่าอะไรเสีย อย่างเช่น ไดรว์ซีดีรอมไม่ทำงาน ภาพบนจอสั่นหรือกระพริบ ไดรว์ A ไม่ยอมอ่านแผ่น เป็นต้น จะเห็นว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ชิ้นนั้น ๆ โดยตรง การตรวจสอบหรือตรวจเช็คจึงทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือน 3 แบบที่ผ่านมา
5. ตรวจสอบอาการเสียที่เกิดจากการอัพเกรดอุปกรณ์ ไปจนถึงการปรับแต่งเครื่อง
สิ่งที่ทำให้เครื่องเกิดปัญหาอีกอย่างก็คือ การเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนหรือปรับแต่งอุปกรณ์บางตัวก็ทำไห้เกิดปัญหาได้อีกเหมือนกัน เช่น อัพเกรดแรมแล้วเครื่องแฮงค์ Overclock ซีพียูจนไหม้ , ปรับ BOIS แล้วเครื่องรวน เป็นต้น จะเห็นว่าในสภาพเครื่องก่อนกระทำใด ๆ ยังทำงานได้ปกติอยุ่ แต่หลังจากที่มีการอัพเกรดหรือปรับแต่งเครื่องแล้วก็มีปัญหาตามมาทันที แล้วคุณจะทำอย่างไร ????? บีคอมมีคำตอบให้คุณ
ลักษณะอาการเสียของเครื่องคอมพิวเตอร์ เราสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มอาการ ดังนั้นในการตรวจหาสาเหตุของอาการเสีย ก็ให้ดูว่าเป็นอาการเสียที่อยู่ในกลุ่มใดดังนี้
1. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องจากเสียง Beep Code
ทุก ๆ ครั้งที่คุณเปิดใช้งานเครื่องครั้งแรก ก็จะได้ยินเสียง ปี๊ป ดังสั้น ๆ 1 ครั้ง แล้วเครื่องก็จะทำงานต่อตามปกติ แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณได้ยินสียงมากกว่า 1 ครั้ง หรือมีเสียงดังยาว ๆ จากนั้นเครื่องก็หยุดนิ่ง ก็ทำใจไว้ได้เลยว่าเครื่องของคุณมีปัญหาแล้ว เมื่อคุณเจออาการแบบนี้ให้รีบปิดเครื่องทันที เพราะตราบใดที่เครื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะไม่สามารถใช้งานเครื่องได้จนกว่าจะแก้ปัญหาเสียก่อน เสียงปี๊ปที่เราได้ยินนี้จะถูกเรียกว่า Beep Code ซึ่งจะมีจำนวนครั้งไม่เท่ากัน และมีเสียงดังสั้นบ้างยาวบ้าง ลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันนี้เองที่บอกเราว่า อุปกรณ์ชิ้นไหนมีปัญหา ดังนั้นถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้ก็ต้องลองฟังให้ดีว่า ดังกี่ครั้ง สั้นยาวแบบไหน แล้วนำไปเทียบดูในตารางไบอสตามยี่ห้อของไบออส เพื่อจะรุ้ว่าอะไรคือต้นเหตุ แล้วจะได้หาทงแก้ไขต่อไป
2. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องโดยดูจากข้อความที่แจ้งบนหน้าจอ
การแจ้งปัญหาหรือความผิดปกติที่เครื่องตรวจพบด้วยข้อความบนหน้าจอ ซึ่งเราเรียกว่า Message Error นับป็นการแจ้งปัญหาอีกแบบหนึ่งที่มีประโยชน์ เพราะเราสามรถรู้ปัญหาได้ทันทีว่าอปกรณ์ตัวไหนทำงานผิดปกติ หรือไม่ก็รู้ว่าการทำงานส่วนใดมีปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาที่ง่ายขึ่น ตัวอย่างของข้อความที่ปรากฎให้เห็นบนหน้าจอบ่อย ๆ อย่างเช่น
CMOS checksum Error
CMOS BATTERY State Low
HDD Controller Failure
Diskplay switch not proper ดังนั้นถ้าคุณพบว่าเครื่องได้แจ้งปัญหาให้ทราบก็ให้รับหาทางแก้ไขโดยด่วน แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ก็ให้จดข้อความบนหน้าจอไว้ เพื่อเอาไว้สอบถามผู้ที่สามารถให้คำแนะนำได้หรือเอาไวให้ช่างที่ร้านซ่อมดูก็ได้ เพื่อให้การตรวจซ่อมทำได้เร็วขึ้น
3. ตรวจสอบอาการเสียโดยดูจากความผิดปกติของเครื่องที่สามารถสังเกตุ
วิธีนี้คงต้องใช้ทักษะ ความรู้ และความชำนาญมากกว่า 2 แบบแรก เพราะจะเป็นอาการที่เครื่องไม่ได้มีอะไรแจ้งให้เราทราบเลยว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนมีปัญหาหรือเสียหาย มีแต่ความผิดปกติที่เราสามารถสังเกตุได้ทางกายภาพ อย่างเช่น เปิดสวิตซ์แล้วไฟไม่ติด , เสียบปลั๊กแล้วเครื่องก็เปิดทันที , เปิดใช้เครื่องได้ไม่ถึง 5 นาที ระบบก็ล่ม เป็นต้น จะเห็นว่าอาการดังกล่าวนี้เครื่องไม่ได้แจ้งอะไรให้เราทราบเลยนอกจากอาการผิดปกติที่เรารับรู้ได้ ดังนั้นในการแก้ปัญหาในลักษณะนี้จึงจะต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์หรือช่างผู้ชำนาญ จึงจะสามารถวิเคราะห์ตรวบสอบ และทำการซ่อมแซมแก้ปัญหาได้
4. ตรวจสอบอาการเสียที่เราสามารถระบุอุปกรณ์ได้เลย
ปัญหาแบบนี้จะเป็นกับอุปกรณ์ที่เราใช้อยุ่เป็นประจำแต่ถ้าอยุ่ ๆ ไม่สามารถทำงาน หรือทำงานได้ไม่ดี เราก็รู้ได้ทันทีว่าอะไรเสีย อย่างเช่น ไดรว์ซีดีรอมไม่ทำงาน ภาพบนจอสั่นหรือกระพริบ ไดรว์ A ไม่ยอมอ่านแผ่น เป็นต้น จะเห็นว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ชิ้นนั้น ๆ โดยตรง การตรวจสอบหรือตรวจเช็คจึงทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือน 3 แบบที่ผ่านมา
5. ตรวจสอบอาการเสียที่เกิดจากการอัพเกรดอุปกรณ์ ไปจนถึงการปรับแต่งเครื่อง
สิ่งที่ทำให้เครื่องเกิดปัญหาอีกอย่างก็คือ การเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนหรือปรับแต่งอุปกรณ์บางตัวก็ทำไห้เกิดปัญหาได้อีกเหมือนกัน เช่น อัพเกรดแรมแล้วเครื่องแฮงค์ Overclock ซีพียูจนไหม้ , ปรับ BOIS แล้วเครื่องรวน เป็นต้น จะเห็นว่าในสภาพเครื่องก่อนกระทำใด ๆ ยังทำงานได้ปกติอยุ่ แต่หลังจากที่มีการอัพเกรดหรือปรับแต่งเครื่องแล้วก็มีปัญหาตามมาทันที แล้วคุณจะทำอย่างไร ????? บีคอมมีคำตอบให้คุณ
Apple iPhone 4 32GB - แอปเปิ้ล iPhone 4 32GB

- เปิดตัวครั้งแรก 8 มิถุนายน 2010 (สยามโฟนฯ)
- ออกวางจำหน่าย ไตรมาสที่ 3 ปี 2010 (สิงหาคม 53)
- ราคามือถือ Apple iPhone 4 32GB
- ราคาเปิดตัว 27,900 บาท (สิงหาคม 53)
- ราคาล่าสุด 26,900 บาท (ปรับปรุง เมื่อเดือนก่อน
900) *เช็คราคามือถือ Apple แอปเปิ้ล ทุกรุ่น
- เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ * ไม่รองรับ 3G บางเครือข่าย
- GSM 850/900/1800/1900 MHz
- UMTS 850/900/1900/2100 MHz - เทคโนโลยีการรับ/ส่งข้อมูล
- 2G : EDGE/GPRS
- 3G : HSDPA 7.2 Mbps
- จอแสดงผล Retina Display 16 ล้านสี ระบบสัมผัส Multi-Touch
- ความละเอียด 960 x 640 พิกเซล กว้าง 3.5 นิ้ว
- ระบบตรวจสอบลายนิ้วมือ (Finger Print) - ระบบเซ็นเซอร์ (Sensor)
- ระบบหมุนภาพอัตโนมัติ (Accelerometer)
- ตรวจจับแสงปรับความสว่างอัตโนมัติ (Ambient light)
- ตรวจจับความเคลื่อนไหวของตัวเครื่อง (Accelerometer)
- ระบบเซนเซอร์หมุนภาพ 3 แกน (Three-axis gyroscope)
- มีสีให้เลือก (Colors)
- ดำ (Black), ขาว (White)
- ระบบปฎิบัติการ : iOS เวอร์ชั่น 4
- หน่วยประมวลผล : (ไม่ระบุ)
- ความเร็ว : (ไม่ระบุ) - หน่วยความจำ 32 GB (ตัวเครื่อง)
- ระบบดาวเทียม ค้นหาตำแหน่ง A-GPS
- โปรแกรมเข็มทิศในตัว (Digital Compass) - WiFi 802.11b/g
- Bluetooth 2.1 + EDR
- USB 2.0
- ช่องเสียบชุดหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
- รองรับบราวเซอร์ Safari
- SMS, MMS
- อีเมล Email (IMAP, POP3)
- ข้อความแชท Instant Messaging, Windows (MSN) Live
- สนับสนุน Gmail, Yahoo, AOL
- กล้องดิจิตอล 5 ล้านพิกเซล (Digital Camera)
- พร้อมแฟลช LED (Digital camera)
- ซูมดิจิตอล 5 เท่า (5x Digital Zoom)
- ปรับภาพอัตโนมัติ (Auto Focus)
- เลือกจุดโฟกัสได้อิสระ (Touch Focus)
- แนบตำแหน่งบนแผนที่ไปกับภาพถ่าย (Geo-Tagging) - กล้องตัวที่สอง (Second Camera)
- ความละเอียด VGA - 640 x 480
- รองรับ Video Call สนทนาแบบเห็นภาพ - บันทึกวีดีโอ ภาพเคลื่อนไหว (Video Recording)
- ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล - เครื่องเล่นวีดีโอ และ วีดีโอสตรีมมิ่ง
- รูปแบบไฟล์ : MPEG-4, H.264, MOV
- รองรับวีดีโอจาก YouTube™ - เครื่องเล่นเพลง (Music Player)
- รูปแบบไฟล์ : AAC, WAV
- ชนิดไฟล์บันทึกเสียง AMR, AWB, WAV
- บันทึกเสียงระหว่างสนทนา
- โทรออกด้วยเสียง, คำสั่งเสียง (Voice function)
- แฮนด์ฟรีในตัว (Build-In Handsfree)
- เสียงเรียกเข้า AAC, Polyphonic, MP3
- ระบบสั่น (Vibration in Phone) - ใช้งานเครื่องโดยไม่เปิดสัญญาณโทรศัพท์ (Flight Mode)
- แบตเตอรี่มาตรฐาน Li-ion - mAh (Standard Battery)
- เปิดรอรับสาย 300 ชั่วโมง (Standby Time)
- สนทนาต่อเนื่อง 14 ชั่วโมง (Talk Time)
- ระบบ WCDMA 7 ชั่วโมง - ชมวีดีโอนานต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง (Video playback time)
- ฟังเพลงต่อเนื่อง 40 ชั่วโมง (Music playback time)
- ใช้งานอินเตอร์เน็ต 10 ชั่วโมง (Web browsing)
ขนาด : 115.2 x 58.6 x 9 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 137 กรัม


* ข้อมูลแคตตาล็อกเปิดตัวล่วงหน้า [ โปรดอ่าน ]
- Preliminary information -
- Preliminary information -
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
รูปแสดงสื่อที่ช่วยในการรับส่งข้อมูลในปัจจุบัน
- การ
เก็บ รวบ รวม ข้อ มูล เป็น วิธี การ รวบ รวม ข้อ มูล เข้า สู่ ระบบ นักเรียน อาจ เห็น พนักงาน การ ไฟฟ้า ไป ที่ บ้าน พร้อม เครื่อง คอมพิวเตอร์ ขนาด เล็ก เพื่อ บันทึก ข้อ มูล การ ใช้ ไฟฟ้า ใน การ สอบ แข่ง ขัน ที่ มี ผู้ สอบ จำนวน มาก ก็ มี การ ใช้ ดินสอ ระบาย ตาม ช่อง ที่ เลือก ตอบ เพื่อ ให้ เครื่อง อ่าน เก็บ รวบ รวม ข้อ มูล ได้ เมื่อ ไป ซื้อ สินค้า ที่ ห้าง สรรพสินค้า ก็ มี การ ใช้ รหัส แท่ง (bar code) พนักงาน จะ นำ สินค้า ผ่าน การ ตรวจ ของ เครื่อง เพื่อ อ่าน ข้อ มูล การ ซื้อ สินค้า ที่ บรรจุ ใน รหัส แท่ง เมื่อ ไป ที่ ห้อง สมุด ก็ พบ ว่า หนังสือ มี รหัส แท่ง เช่น เดียว กัน การ ใช้ รหัส แท่ง นี้ เพื่อ ให้ ง่าย ต่อ การ เก็บ รวบ รวม wbr >wb - การ
ประมวล ผล ข้อ มูล ที่ เก็บ มา ได้ มัก จะ เก็บ ใน สื่อ ต่าง ๆ เช่น แผ่น บันทึก แผ่น ซี ดี หรือ เทป เป็น ต้น ข้อ มูล เหล่า นี้ จะ ถูก นำ มา ประมวล ผล ตาม ต้อง การ เช่น แยก แยะ ข้อ มูล เป็น กลุ่ม เรียง ลำดับ ข้อ มูล คำนวณ หรือ จัด การ คัด แยก ข้อ มุ ล ที่ จัด เก็บ นั้น
รูปแสดง การ ประมวล ผล ให้ ออก มา ใน รูป เอกสาร - การ
แสดง ผลลัพธ์ อุปกรณ์ ที่ ใช้ เทคโนโลยี ใน การ แสดง ผลลัพธ์ มี มาก สามารถ แสดง เป็น ตัว หนังสือ เป็น รูป ภาพ ตลอด จน พิมพ์ ออก มา ที่ กระดาษ การ แสดง ผลลัพธ์ มี ทั้ง ที่ แสดง เป็น ภาพ เป็น เสียง เป็น วีดิทัศน์ เป็น ต้น
รูปแสดง การ แสดง ผล ลัพท์ ทาง หน้า จอ คอมพิวเตอร์ - การ
ทำ สำเนา เมื่อ มี ข้อ มูล ที่ จัด เก็บ ใน สื่อ อิเล็กทรอนิกส์ ต่าง ๆ การ ทำ สำเนา จะ ทำ ได้ ง่าย และ ทำ ได้ เป็น จำนวน มาก ดัง นั้น อุปกรณ์ ช่วย ใน การ ทำ สำเนา จัด ได้ ว่า เป็น เทคโนโลยี สารสนเทศ ที่ มี การ พัฒนา มา อย่าง ต่อ เนื่อง เรา มี เครื่อง พิมพ์ เครื่อง ถ่าย เอกสาร อุปกรณ์ การ เก็บ ข้อ มูล ทาง อิเล็กทรอนิกส์ เช่น จาน บันทึก ซีดีรอม ซึ่ง สามารถ ทำ สำเนา ได้ เป็น จำนวน มาก - การ
สื่อสาร โทรคมนาคม เป็น วิธี การ ที่ จะ ส่ง จาก ที่ หนึ่ง ไป ยัง อีก ที่ หนึ่ง หรือ กระจาย ออก ไป ยัง ปลาย ทาง ครั้ง ละ มาก ๆ ปัจจุบัน มี อุปกรณ์ ระบบ สื่อสาร โทรคมนาคม หลาย ประเภท ตั้งแต่ โทรเลข โทรศัพท์ เส้น ใย นำ แสง เคเบิล ใต้ น้ำ คลื่น วิทยุ ไมโครเวฟ ดาว เทียม เป็น ต้น
- เทคโนโลยี
สารสนเทศ ช่วย เพิ่ม ผล ผลิต ลด ต้น ทุน และ เพิ่ม ประสิทธิภาพ ใน การ ทำงาน ใน การ ประกอบ การ ทาง ด้าน เศรษฐกิจ การ ค้า และ การ อุตสาหกรรม จำเป็น ต้อง หา วิธี ใน การ เพิ่ม ผล ผลิต ลด ต้น ทุน และ เพิ่ม ประสิทธิภาพ ใน การ ทำงาน คอมพิวเตอร์ และ ระบบ สื่อสาร เข้า มา ช่วย ทำ ให้ เกิด ระบบ อัตโนมัติ เรา สามารถ ฝาก ถอน เงิน สด ผ่าน เครื่อง เอ ที เอ็ม ได้ ตลอด เวลา ธนาคาร สามารถ ให้ บริการ ได้ ดี ขึ้น ทำ ให้ การ บริการ โดย รวม มี ประสิทธิภาพ ใน ระบบ การ จัด การ ทุกแห่ง ต้อง ใช้ ข้อ มูล เพื่อ การ ดำเนิน การ และ การ ตัดสิน ใจ ระบบ ธุรกิจ จึง ใช้ เครื่อง มือ เหล่า นี้ ช่วย ใน การ ทำงาน เช่น ใช้ ใน ระบบ จัด เก็บ เงิน สด จอง ตั๋ว เครื่อง บิน เป็น ต้น - เทคโนโลยี
สารสนเทศ เปลี่ยน รูป แบบ การ บริการ เป็น แบบ กระจาย เมื่อ มี การ พัฒนา ระบบ ข้อ มูล และ การ ใช้ ข้อ มูล ได้ ดี การ บริการ ต่าง ๆ จึง เน้น รูป แบบ การ บริการ แบบ กระจาย ผู้ ใช้ สามารถ สั่ง ซื้อ สินค้า จาก ที่ บ้าน สามารถ สอบ ถาม ข้อ มุ ล ผ่าน ทาง โทรศัพท์ นิสิต นักศึกษา บาง มหาวิทยาลัย สามารถ ใช้ คอมพิวเตอร์ สอบ ถาม ผล สอบ จาก ที่ บ้าน ได้ - เทคโนโลยี
สารสนเทศ เป็น สิ่ง ที่ จำเป็น สำหรับ การ ดำเนิน การ ใน หน่วย งาน ต่าง ๆ ปัจจุบัน ทุก หน่วย งาน ต่าง พัฒนา ระบบ รวบ รวม จัด เก็บ ข้อ มูล เพื่อ ใข้ ใน องค์การ ประเทศ ไทย มี ระบบ ทะเบียน ราษฎร์ ที่ จัด ทำ ด้วย ระบบ ระบบ เวช ระเบียน ใน โรง พยาบาล ระบบ การ จัด เก็บ ข้อ มูล ภาษี ใน องค์การ ทุก ระดับ เห็น ความ สำคัญ ที่ จะ นำ เทคโนโลยี สารสนเทศ มา ใช้ - เทคโนโลยี
สารสนเทศ เกี่ยว ข้อง กับ คน ทุก ระดับ พัฒนา การ ด้าน เทคโนโลยี สารสนเทศ ทำ ให้ ชีวิต ความ เป็น อยู่ ของ คน เกี่ยว ข้อง กับ เทคโนโลยี ดัง จะ เห็น ได้ จาก การ พิมพ์ ด้วย คอมพิวเตอร์ การ ใช้ ตาราง คำนวณ และ ใช้ อุปกรณ์ สื่อสาร โทรคมนาคม แบบ ต่าง ๆ เป็น ต้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

